ไม่ได้ออกเดินทางนานมาก จนอาจเรียกได้ว่าเป็นปีที่เดินทางน้อยที่สุดในรอบ 3-4 ปีทีผ่านมา
แต่ถ้าวัดจากระยะทาง ปีนี้อาจเป็นปีที่เดินทางได้ระยะทางไกลมากที่สุดก็เป็นได้
หลังกลับจากอินเดีย แทบจะไม่ได้เก็บกระเป๋าออกไปไหนอีกเลย
ไม่ว่าจะกล้อง หรือรองเท้า ทุกอย่างถูกวางทิ้งร้าง ให้ฝุ่นเกาะ
จนพอจะเอาออกมาใช้ รองเท้าก็ต้องตัดใจโยนทิ้งเพราะสภาพที่เกินจะรับไหว
และกล้องคู่ใจ ที่ใช้การไม่ได้และยังไม่ทราบสาเหตุ เฮ่อ!!
และล่าสุดกับทริปที่ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้ไปเพราะติดงาน
แต่สุดท้ายโรคพยายามกับการไปเที่ยวมันก็เกาะเหนียวแน่นหนึบแบบเอาออกได้ยากยิ่ง
เลยตัดสินใจเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า พร้อมรองเท้าคู่ใหม่ที่สภาพไม่ใหม่อย่างที่ควรจะเป็น
แบกกระเป๋าเดินทางตามทุกคนไปเชียงคาน แม้จะได้ค้างแค่คืนเดียว แต่ขอให้ได้ออกเดินทางซักนิดก็ยังดี
สถานีขนส่งหมอชิตเมื่อหลายปีก่อนเป็นยังไง วันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน
เห็นน้องๆหลายคนถือถุงนอน แบกเตนท์ คงไปไหนซักที่ และคิดว่าหลายคนคงไปเจอกันบนภูกระดึงแน่ๆ
หมอชิตในช่วงที่มีวันหยุดติดกัน 3 วัน แสนจะแน่นขนัด เก้าอี้ว่างๆไม่ต้องพูดถึง แค่มีพื้นให้หย่อนก้นนั่นก็คงมากพอ
สามทุ่มสิบนาที คือเวลาที่บอกไว้ในตั๋ว
หลังจากหาอะไรใส่ท้อง และดูเวลาสองทุ่มสี่สิบ เลยตัดสินใจลุกเดินออกไปขึ้นรถ
สามทุ่มเกือบๆครึ่ง รถทัวร์ถึงจะเริ่มพาตัวเองโขยกเขยกออกจากที่จอดรถได้
พอเริ่มจะเข้าสู่ภวังค์ เบาะของคนข้างหน้าก็เอนลงมาจะแทบจะเกยตัก
แอบคิดในใจตามประสาคนไทยหน้าบางที่ไม่อยากจะพูดอะไรมากว่า
“ถ้าจะเอนขนาดนี้แล้วทำไมไม่เอาเสื่อมาปู่นอน(วะ)คะ”
บังเอิญเป็นคนขาสั้น เลยเก็บขาตัวเองขึ้นมาอยู่บนเบาะ และนอนขดหลับไปอย่างเป็นสุข
ใครว่าหลับบนรถไม่สบาย คืนนั้นรู้สึกว่าหลับสบายซะจนฝันอะไรเรื่อยเปื่อยเป็นตุเป็นตะ
ตื่นมาอีกทีก็เข้าเขตจ.เลย ซะแล้ว
รถทัวร์แวะจอดส่งคนที่สถานีขนส่งเลย ก่อนจะขับต่อมาปล่อยพวกเราลงที่เชียงคาน
เดินลงจากรถมาอย่างมึนๆ พร้อมๆกับเจอบรรดาลุงๆสามล้อ เรียกปาวๆให้ขึ้นรถ
เพราะยังงงๆและหลงทิศ เลยพงกหัวหงึกๆสองทีให้ลุง แล้วก็เดินตามแกขึ้นรถ บอกว่าไปซอย 16
พยายามจะโทรหาเพื่อน แต่โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันไม่มีสัญญาณ
โชคดีที่ถามชื่อที่พักเอาไว้ก่อน เลยคิดว่า ถ้าหาไม่เจอยังไงเดินหาที่พักเอาก็แล้วกัน
ลุงคนขับเอาไปหย่อนไว้ในซอย 16 แต่ที่พัก มันดั๊นอยู่ต้นซอย คนละฝั่งกับซอย16 อีกตะหาก – -“
พอเดินออกมาเลี้ยวหัวมุมถนนปุ๊บ ก็เจอเพื่อนปั๊บ มันบอกว่าเดินมารับ เพราะเห็นว่านั่งรถผ่านหน้าไปเมื่อกี๊
ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ทิ้งให้หนูหลงทาง (^/\^)
เชียงคานเล็กและเงียบกว่าที่คิด แต่ใครจะรู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เชียงคานจะกลายเป็นชุมชนแออัด
คืนนั้นผู้คนหลั่งไหลมาเชียงคานราวกับไม่นัดกันไว้ก่อน เพราะถ้านัดคงจะผลัดๆกันมา ไม่ต้องมาชนกันตูมตามขนาดนี้
คนเยอะแยะเบียดเสียดยัดเยียด แย่งกันกินแย่งกันนั่ง แย่งกันซื้อ และแทบจะแย่งกันหายใจ
อาจเพราะเป็นโรคไม่ค่อยถูกกับคนเยอะๆเท่าไหร่ เลยพาลอึดอัดเล็กน้อยถึงปานกลาง
กินข้าวอิ่ม สองมือหิ้วของฝากอีกนิดหน่อย ก็ลากสังขารกลับไปอาบน้ำนอนดูทีวี
เช้าวันรุ่งขึ้นต้องเดินทางกลับ แต่เช้าวันนั้นแทนที่จะได้กินของอร่อย กลับต้องฝากท้องน้อยๆไว้กับมาม่าใน 7-11 แทน
ระหว่างทางแวะส่งเพื่อนที่โคราช ถึงได้กินผัดหมี่โคราช ที่อร่อยมาก แต่ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรือว่ามันอร่อยจริงๆ ฮ่าๆ
ล้อเล่นนะคะ ของเค้าอร่อยจริงๆ
เย็นวันนั้นถูกเอามาปล่อยทิ้งไว้ที่สี่แยกบางนา ให้ขึ้นรถไฟฟ้ากลับห้องพี่สาว
ปกติก็รู้สึกว่าสถานีรถไฟฟ้ากับสี่แยกมันไม่ไกลกัน แต่ทุ่มกว่าคืนนั้นพร้อมกระเป๋าเล็กๆหนึ่งใบระยะทางมันดูไกลกว่าที่คิด
เงินที่เหลือติดกระเป๋าตอนนั้นคือ 1.50 บาท เดินเจอตู้ ATM ก็หยิ่งไม่ยอมกด
เดินไปได้นิดนึงก็ดันลืมตัวโบกรถสองแถว แต่ก่อนจะก้าวขาขึ้นรถก็นึกขึ้นได้ว่าไม่มีเงิน แบบจริงจัง
เลยวิ่งไปบอกพี่คนขับ แกโบกมือบอกว่า “เออ ขึ้นๆไปเถอะ” เลยไม่อยากขัดใจพี่แก ยกมือไหว้สวยๆและกระโดดขึ้นรถไปเบาๆ
สองเท้าเหยียบรถไฟฟ้า หัวพิงพนัก กลับถึงห้องสองทุ่มกว่าๆ และหลับเป็นตาย